ขอจงทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าคณะสมาชิกไดอารีอีส.คอม

 

 

 

จัมป์ & ดอนกีโฮเต้

 

 

 

 

 

 

 

เฮือกสุดท้ายแล้วค่ะ

อีกสักพักจะกลับมาตามไดเหมือนเดิม

ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตาม

ไม่ต้องเม้นต์ก็ได้นะคะ เกรงใจ

อัพไดคราวหน้า มาแน่นอนค่ะ

ทาคุมิ คัพบี และซากาโนะ

น่าสนทั้งสามร้านค่ะ

 

 

 

 

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า หลาจี่ใช้ค่าขนมล่วงหน้าไปสามเดือนกับตั๋วละคร และโชว์ต่าง ๆ แล้ว และนี่ก็เป็นอีกสองรายการที่ไปดูมาค่ะ

 

 

 

 

 

 

Jump

comic martial arts performance

&

Donqiote

Man of Le Mancha

 

 

 

 

 

เริ่มด้วย jump ก่อนเลย

 

 

ความจริงก็ไม่ได้คิดไปดูหรอก แต่เพื่อนที่ทำงานพูดขึ้นมาว่าอยากดู อ้าวในเมื่อทุกคนไป เราจะหลงฝูง ไม่ไปดูคนเดียวได้ไง เดี๋ยวก็โดนจับทำโอทีพอดี หลาจี่ก็เลยซื้อตั๋วอย่างไม่คิดมาก ซื้อไปโดยที่ยังไม่รู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่ามันเป็นโชว์อะไรกันแน่ เข้าใจผิดเตลิดเปิดเปิงว่ามันเป็นประเภทเดียวกับกายกรรมเปียงยางด้วยซ้ำ สารภาพตามตรงเป้าหมายอิฉันไม่ใช่อยู่ที่การไปดูโชว์เล้ย แค่อยากไปลัลลากับเพื่อนมากกว่า

 

 

 

ลัลลาหน้างาน

 

 

 

 

ชอบเจ้าเหมียวนี่จริง ๆ ยกให้เป็นดาราแห่งวันเลย มันเป็นมาสคอตของขนมกรุบกรอบอะไรสักอย่าง ไม่ได้สนใจ ถ้ามันมีตุ๊กตาขายก็อยากซื้อนะเนี่ย

 

 

 

ลัลลาหลังงาน

 

 

 

 

โปรดสังเกตกินกันได้ตลอด ตั้งแต่เริ่มจนจบ

แถมมีท่าเฉพาะยืนยันว่าได้มาดูอีก

 

 

ขออธิบายสำหรับคนที่ไม่ได้ดู คือนักแสดงเค้าจะมีท่าปล่อยมุข คือยกนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นมา (คล้าย ๆ ท่าเกตส์น่ะ) เรียกว่าจบโชว์ ทุกคนพากันทำท่านี้เป็นแถบ ๆ

 

 

เอาล่ะ มาพูดถึงตัวโชว์บ้าง ถ้าจะอธิบายง่าย ๆ เลยนี่เป็นโชว์กายกรรมบวกศิลปะป้องกันตัว โดยสื่อออกมาในรูปแบบละครตลก พล๊อตเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก โจรโชคร้ายสองคนดันเข้าไปปล้นบ้านตระกูลยอดฝีมือแล้วโดนเจ้าของบ้านจับได้ เลยเกิดเป็นเรื่องราววุ่น ๆ ขึ้นมา

 

 

จุดเด่นของโชว์นี้คือแทบไม่ใช้ภาษาพูดเลย จะสื่อด้วยภาษากายเกือบหมด ดังนั้นมุขส่วนมากจะเป็นมุขง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน

 

 

... ...

 

 

แต่ปัญหาหลักของการดูโชว์นี้คือ

อิฉันไม่ค่อยฮากับมุขที่เค้าเอามาใช้น่ะสิ

 

 

โดยเฉพาะมุขนึงซึ่งถูกใช้ซ้ำซากยาวนานหลายครั้งมาก นั่นคือมุขยายแก่เดินกระย่องกระแย่ง

 

 

ตั้งแต่ตอนเปิดแสดง ก็จะเห็นยายแก่คนนึงอยู่ท่ามกลางคนดู จากนั้นยายแก่หลังโกงก็ค่อย ๆ ตะเกียกตะกาย ใช้ไม้เท้า เดินกระย่องกระแย่งขึ้นเวทีไป คือคนแสดงพยายามสื่อว่ายายแก่เดินอย่างยากลำบากมาก ต้องค่อย ๆ ก้าวทีละก้าว บางครั้งขาก็ไม่ไป ต้องใช้มือยกขาให้ก้าว และด้วยความที่ขาไม่ดี ทำให้บางครั้งก็เซแทบล้มหัวทิ่ม ซึ่งนั่นก็คงเป็นมุขของเค้าแหละ คนดูก็หัวเราะกันดี แต่ยังไงหลาจี่ก็ไม่เข้าใจว่ามันฮาตรงไหน คนแก่ทรมานกับการเดินนี่มันตลกนักเหรอ ตอนนั้นยังนึกด้วยซ้ำ "หนอย เจ้าพวกคนหนุ่มสาวไม่รู้จักความทรมานของการก้าวขาไม่ออกล่ะสิ แก่ตัวไปจะหัวเราะไม่ออกนะเฟ้ย"

 

 

(ถึงหลาจี่จะยังไม่แก่ แต่เคยเป็นมาแล้ว ขาไม่มีแรงขนาดก้าวเดินไม่ออก ใจมันอยากก้าวเดินนะ แต่ขาไม่ไป พอดีตอนนั้นกล้ามเนื้ออักเสบหนัก ขนาดโปแตสเซียมตกด้วย เลยไปกันใหญ่)

 

 

หลังจากนั้นพอถึงกลางเรื่อง ยายแก่ก็มาเดินกระย่องกระแย่งให้ดูอีก ก็เข้าใจหรอกว่าต้องการคั่นเวลาให้คนอื่นได้พัก แต่ช่วยหามุขคั่นเวลาที่ดีกว่านี้หน่อยได้มั้ย อิฉันก็ไม่ใช่คนดี เคารพผู้หลักผู้ใหญ่นักหรอก โดนด่าว่าไม่มีมารยาทก็บ่อย แต่ยังไงก็ไม่สนุกกับมุขนี้เลยจริง ๆ

 

 

ที่จำได้หลัก ๆ ก็มุขคนแก่นี่แหละ ส่วนมุขอื่น ๆ กว่า 50% ถือเป็นมุขแป้กสำหรับหลาจี่ แต่ต้องบอกก่อนว่าเส้นฮาของอิฉันไม่เหมือนผู้คนทั่วไป บางทีก็ลึกผิดมนุษย์ แต่บางทีก็ตื้นไร้สาระ ถึงหลาจี่จะบอกว่าแป้ก แต่คนส่วนใหญ่ในฮอลล์ก็ฮากันดี ดังนั้นมันคงโอเคมั้ง

 

 

อ้อ พูดถึงฮอลล์ ขอนิดนึง ได้บทเรียนเข็ดหลาบแล้ว ต่อจากนี้ถ้าจะดูอะไรในพารากอนฮอลล์ ให้ซื้อบัตรถูกสุด หลังสุดเลย เพราะว่าคราวนี้บัตรข้างหน้าก็เป็นเก้าอี้เรียงรายบนพื้นราบ แถมอิฉันแจ๊กพอตแตก คนข้างหน้าเป็นฝรั่งตัวสูงอีก (ถ้าพูดให้ถูกคือหัวสูงสินะ) เบื่ออย่างแรง ฝรั่งเค้าไม่ได้ผิดที่สูงหรอก ที่ผิดคือสถานที่ต่างหาก แมร่ง ทำไมต้องให้นั่งเก้าอี้บนพื้นเรียบด้วยฟร้าาา ลองเกิดมาเป็นคนเตี้ยดูบ้างเซ่

 

 

 

 

 

 

เริ่มนึกอะไรไม่ออกแล้ว ข้ามไปเรื่องต่อไปเลยดีกว่า

 

 

หลังจากดูจัมป์ วันต่อมาหลาจี่ก็มีเดทกับฝ้าย และ น้ององุ่น วันนี้จะไปดู งาน4ประหลาด กับ ดอนกีโฮเต้กันค่ะ

 

 

ขอพูดเรื่องงาน 4 ประหลาดนิดนึงก่อน

เป็นงานนิทรรศการของ 4 นักเขียนการ์ตูนไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคุณทรงศีลอยู่ด้วย มีหลายภาพที่น่ารักมาก ๆ เลย แต่ว่าราคาแพงเกินเอื้อมมือจริง ๆ คุณทรงศีลขา ไม่คิดจะทำสมุดรวมภาพออกมาบ้างเหรอคะ แถมนอกจากคุณทรงศีลแล้ว งานนี้ยังทำให้รู้จักนักเขียนภาพน่ารัก ๆ คนอื่นด้วย ดีจังเลยน้า ชอบภาพแนวนี้จังเลย

 

 

ความจริงอยากซื้อภาพไปสักชิ้น หรืออยากช่วยสนับสนุนนะ คนเขียนจะได้มีแรงทำงานต่อไป แต่ภาพแต่ละชิ้นก็ราคาไม่น้อย ยิ่งถ้าเป็นภาพสีเนี่ย เห็นราคาแล้วเหงื่อตกเลย แต่ก็สวยอ่ะ อยากด้ายยยยยย

 

 

มัวแต่โอ้เอ้อยู่กับงานของคุณทรงศีลนานไปหน่อย พอรู้สึกตัวอีกทีก็บ่ายครึ่งแล้ว และฝ้ายก็ทักขึ้นมาว่า "หลา ละครเริ่มกี่โมง" ซึ่งนังหลาก็ตอบอย่างมั่นใจมากว่าเริ่ม 14.30 แต่พอเอาตั๋วมาดูดี ๆ ปรากฏว่าความจริงมันเริ่มบ่ายสองตรง เท่านั้นแหละ อีนี่จิตตกทันที

 

 

ความจริงมันมีลางตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้วล่ะ ปกติเวลาไปดูคอนเสิร์ต หรือละคร ฝ้ายจะเป็นคนถือบัตรไง แต่คราวนี้นึกไงไม่รู้ ชีให้หลาจี่ถือบัตร ซึ่งนังนี่ก็ทำหน้าที่คนถือบัตรได้สมบูรณ์แบบมาก โดยเดินออกจากบ้านหน้าตาเฉยโดยไม่หยิบบัตรออกมาด้วย ดีนะที่ฝ้ายมันโทรมาเตือน ไม่งั้นก็มีเฮรอบแรกแล้ว

 

 

 

ในความผิดพลาดก็ยังมีความโชคดีอยู่ คือ เจอแท๊กซี่ที่รู้จักทางลัด ขับได้เร็วพอสมควร แต่สุดท้ายก็ยังสายนิดนึง ไปไม่ทันเริ่มอยู่ดี ตอนเดินเข้าโรงนี่รู้สึกผิดมาก ๆ เลย เพราะที่นั่งของหลาจี่อยู่ตรงกลางพอดีเป๊ะ แถมแถวที่นั่งของโรงรัชดาลัยก็แคบเหลือเกิน กว่าจะฝ่าฟันเข้าไปถึงที่นั่งตัวเองได้ ไม่รู้ไปเหยียบขาใครเข้าไปหรือเปล่า ผิดไปแล้ว ขอโต๊ดก๊าบบ

 

 

 

เอาล่ะ มาพูดถึงเรื่องละครดีกว่า (ขออภัย ตอนที่เขียนนี่แพมเฟลตไม่อยู่ในมือ แถมไปดูมานานแล้ว เขียนคราวนี้อาศัยขุดคุ้ยจากความทรงจำล้วน ๆ ตกหล่นอะไรไปก็อย่าสนใจเลยนะ) เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ทั้งคนแสดง ทั้งฉากประกอบ พร๊อพต่าง ๆ ลื่นไหลไฮโซสุด ๆ คิดว่าเนี้ยบที่สุดเท่าที่เคยดูเลย ดูแล้วอยากดูอีกหลาย ๆ รอบ แต่ทำม๊าย งานเนี้ยบตั้งใจขนาดนี้ ถึงมีรอบแสดงน้อยเหลือเกิน ไม่มีเปิดรอบเพิ่มด้วย (ข้อสันนิษฐานส่วนตัว สงสัยต้องเทคิวโรงละครให้ข้างหลังบี้ ดอนกีโฮเต้ผู้น่าสงสารเลยไม่มีที่แสดง) หวังว่าปีหน้า หรือปีต่อ ๆ ไป ดอนกีโฮเต้จะได้กลับมาฉายอีกรอบนะ ได้โปรด

 

 

มาพูดถึงสาเหตุที่อยากดูเรื่องนี้หน่อยดีกว่า

 

 

นิดนึงนะเจ้าคะ ความเห็นหลาจี่อาจไม่เหมือนผู้คนทั่วไป ไม่สิ คงไม่เหมือนเลยแหละ อาจเพราะความไม่รู้ อาจเพราะตีละครไม่ถูก แต่ขอแสดงความคิดหน่อยนะเจ้าคะ ไม่ถูกใจ ปิดได้เจ้าค่ะ

 

 

ที่อยากดูเพราะคนนี้แหละ

 

 

 

 

 

เอ้อ ไม่ใช่อยากดูนักแสดงนะ แต่หลาจี่ชอบตัวละครซันโจ ซึ่งเป็นผู้ติดตามของดอนกีโฮเต้อย่างแรง รู้จักตัวละครนี้ครั้งแรกจากเกมส์ดรากอนเควสต์ (อีกแล้ว) คือชอบความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี ความมุ่งมั่นที่อยู่ในตัวซันโจมาก โอเค บางครั้งอาจดูโง่ ดูไม่ค่อยมีสมองบ้าง แต่ซันโจก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ตัวเอง ยังคงพยายามเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดต่อไป

 

 

ในละครจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ดอลซีเนีย (นางเอก) ถามซันโจว่าทำไมถึงยังจงรักภักดี ติดตามดอนกีโฮเต้ขนาดนี้ ซันโจก็ให้เหตุผลง่าย ๆ แต่ตรงประเด็นมากว่า "ก็เพราะผมชอบเขา ไม่รู้ทำไม แต่ผมชอบเขา" โหย เจอฉากนี้แล้วหลาจี่ตายไปเลย ยิ่งเห็นคุณเบนกลิ้งตัวกลม ๆ อยู่บนเวที พลางร้องว่า "ก็ผมชอบเขา" ทำให้ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ความรักไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย และเพราะความรัก ทำให้เราสามารถทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารักได้ และเพราะความรักที่ซันโจมีต่อนาย ทำให้ดอนกีโฮเต้สามารถกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

สำหรับหลาจี่แล้ว พระเอกตัวจริงของเรื่องนี้คือซันโจนี่แหละ ดอนกีโฮเต้เป็นแค่นักแสดงสมทบ เพื่อเอามาเปรียบเทียบกับซันโจเท่านั้น

 

 

 

ข้อเปรียบเทียบของสองคนนี้คือ ในขณะที่คนหนึ่งสู้เพื่อความรัก สู้เพื่อความจงรักภักดี อีกคนหนึ่งจะสู้เพื่ออุดมการณ์ สู้เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อ ซึ่งโอเค มันก็เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ดีหรอก แต่ดอนกีโฮเต้เคยเหลียวมองบ้างไหมว่า สิ่งที่ตนเชื่อ และความพยายามทำตามความเชื่อของตัวเองก่อให้เกิดความลำบากกับคนอื่นแค่ไหน ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าอยากให้โลกนี้ดี อยากให้โลกนี้มีแต่สิ่งสูงส่ง แต่ถ้าไม่ลืมตามองความจริงอย่างที่มันควรเป็น หลงอยู่ในโลกแห่งความฝันจนสร้างความลำบากให้คนอื่น อย่างนี้ก็ไม่ถูก

 

 

แต่เรื่องนี้ก็พูดยาก เพราะในเรื่องเค้าพูดถึงประเด็นที่ว่า

"อยู่อย่างมีความหวัง แม้ลำบากก็มีความสุข"

กับ

"อยู่อย่างไร้ความหวัง ถึงอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น"

 

 

มันก็ใช่ว่าหากขาดสิ่งที่ตนเชื่อแล้ว หรือโลกแห่งความหวังของตัวเองถูกทำลายลงย่อยยับ มันก็ไม่มีความหมายที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป แต่คุณค่าในการดำรงชีวิตของดอนกีโฮเต้น่ะ มีอยู่อย่างเดียวเองเรอะ มันจะไม่น้อยไปหน่อยเหรอ

 

 

 

แล้วตรงนี้ก็แอบขัดใจด้วย ครอบครัวของดอนกีโฮเต้ไม่สามารถเติมเต็มความหวัง ความสุขในการดำรงชีวิตให้ดอนกีโฮเต้ได้เลยหรือไง เขาถึงต้องไปค้นหาคุณค่าในการดำรงชีวิตอยู่จากโลกในจินตนาการน่ะ โอเค ถึงซันโจจะจงรักภักดีก็จริง แต่หลานสาวของเขาเคยได้ทำหน้าที่ในฐานะหลานสาวหรือเปล่า หรือวัน ๆ เธอคิดแค่ว่าลุงตัวเองเป็นตัวเกะกะ ทำให้เธอไม่ได้แต่งงานนายแพทย์หนุ่ม ถ้ามองในจุดนี้ ดอนกีโฮเต้ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ เค้าคงโดนต้อนจนจนมุมจริง ๆ น่ะแหละ ถึงได้กลายเป็นแบบนี้

 

 

 

มาถึงตัวละครหลักตัวสุดท้าย ดอลซีเนีย เธอเป็นสาวเสิร์ฟที่โรงเตี๊ยม และรับจ๊อบเสริมเป็นโสเภณี ซึ่งหลาจี่ว่ายัยเนี่ย เป็นตัวละครที่ซวยที่สุดในเรื่อง คือชีก็อยู่ของชีดี ๆ แต่มาโดนดอนกีโฮเต้ยกยอปอปั้น ว่าเป็นหญิงผู้ดี หญิงชั้นสูง แถมยังมาขวางตอนเธอจะไปขายบริการด้วย ซึ่งโอเค การขายบริการเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ดอลซีเนียรับเงินไปแล้วไง พอขัดขืน แถมยังไปทำร้ายคนที่มาซื้อบริการอีก สุดท้ายเธอเลยโดนฉุดไปลงแขกซะแทบเป็นบ้าไปเลย และสุดท้ายพอดอนกีโฮเต้ตาย ดอลซีเนียก็เป็นบ้าไปจริง ๆ (ไม่ได้ยกย่องว่าการขายตัวเป็นการกระทำที่ถูกนะ แต่เค้าตัดสินใจรับเงินแต่ต้นไปแล้วนี่ แถมไม่คิดจะคืนเงินด้วย มันก็เป็นกึ่ง ๆ สิ่งที่เค้าต้องชดใช้น่ะแหละ เหมือนสื่อกลาย ๆ ว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม การตระบัดสัตย์เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง) 

 

 

แทรกนิดนึง ฉากลงแขกนี่เป็นฉากที่น่ากลัวมาก ขนาดหลาจี่ดู ยังสยองเลย คือถึงฉุดกระชากลากถู สีไส ใช้กำลัง เรียกว่าเห็นแล้วขนลุกเลย ถึงไม่โป๊ ไม่อนาจาร แต่ฉากนี้ติดเรทเกิน 18 แน่นอน เห็นบางคนเอาลูกมาดูด้วย ถ้าอิฉันเป็นแม่ อิฉันก็คงเครียดแหละ เห็นแล้วก็สงสารคนแสดงเหมือนกันนะ เพราะเป็นฉากที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวของจริง เพราะเธอต้องถูกผู้ชายหลายคนฉุดกระชากไปทั่วเวที ต่อให้ไม่ผิดคิว ก็ต้องมีฟก มีช้ำบ้างแหละ รับรอง เล่นเรื่องนี้ผอมแน่ ๆ ใช้แรงงานสุด ๆ  

 

 

คือดอลซีเนียเป็นตัวละครที่มีปมไง เป็นลูกถูกทิ้ง ใช้ชีวิตทรหดอดทนมาตลอด ถึงลำบาก แต่ก็ยังพยายามสู้ชีวิต และตลอดชีวิตที่ผ่านมาก็โดนหยามเหยียด มีดอนกีโฮเต้คนแรกนี่แหละ ที่ชื่นชมในตัวเธอ แม้จะใช้ชีวิตผิดพลาดมาตลอด เธอเลยอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นคนดี แล้วสุดท้ายเป็นไงล่ะ โดนลงแขก แถมคนที่ตัวเองเคยเชื่อมั่นก็ละทิ้งความฝันของตัวเอง พอคน ๆ นั้นสามารถดึงความฝันกลับมาได้ ก็ต้องมาตายลง อันนี้แหละ คุณค่าในการดำรงชีวิตอยู่พังทลายลงยิ่งกว่าดอนกีโฮเต้อีก เธอเลยเป็นบ้า หันหลังให้กับโลกแห่งความจริงโดยสิ้นเชิง

 

 

สำหรับตัวละครนี้ ชอบฉากสุดท้าย ที่ดอลซีเนียบอกว่าเธอไม่ใช่หญิงค้าบริการ (ขออภัย จำชื่อเก่าไม่ได้แล้ว) แต่คือดอลซีเนีย แม่หญิงผู้สูงศักดิ์มาก คนแสดงสื่อความโรคจิตออกมาได้เต็มที่เลย

 

 

 

ตัวละครตัวสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือคู่หมั้นของหลานสาวดอนกีโฮเต้

คนนี้เค้าโดนเล่นประเด็นทางการแพทย์ค่ะ

"คุณรักษาร่างกายคนไข้ หรือรักษาจิตใจคนไข้"

แหม ประเด็นร้อนเชียว คือเค้าก็เป็นหมอหนุ่ม ไฟแรงดีอยู่หรอก เพียงแต่ยังขาดประสบการณ์เท่านั้นเอง เค้ารู้ว่าคนไข้ป่วยเป็นอะไร และรู้ว่าวิธีรักษาต้องทำยังไง เพียงแต่ประสบการณ์ที่ขาด ทำให้คาดเดาไม่ถูกว่า ผลการรักษาจะก่อให้เกิดอะไรขึ้นบ้างเท่านั้นเอง จะไปว่าเค้าหมดก็ไม่ถูก ความตั้งใจดี แต่วิธีการไม่เวิร์กเท่านั้น ถือว่าเกิดมาบทไม่ดีไปก็แล้วกันนะ

 

 

 

เฮ้อ ยิ่งเขียน ก็ยิ่งอยากดูอีก

งานนี้มีหวัง

"ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ"

กันต่อไปแหง

 

 

 

 

อ้อ ซื้อหนังสือมาด้วยแหละ จะพยายามแกะภาษาอังกฤษละกันนะ

 

 

 

ขอลงเป็นที่ระลึกหน่อยละกัน

 

 

To dream ... the impossible dream ...
To fight ... the unbeatable foe ...
To bear ... with unbearable sorrow ...
To run ... where the brave dare not go ...
To right ... the unrightable wrong ...
To love ... pure and chaste from afar ...
To try ... when your arms are too weary ...
To reach ... the unreachable star ...
This is my quest, to follow that star ...

No matter how hopeless, no matter how far ...
To fight for the right, without question or pause ...
To be willing to march into Hell, for a Heavenly cause ...

And I know if I'll only be true, to this glorious quest,
That my heart will lie will lie peaceful and calm,
when I'm laid to my rest ...
And the world will be better for this:
That one man, scorned and covered with scars,
Still strove, with his last ounce of courage,
To reach ... the unreachable star ...


 

หลาจี่ชอบบทแปลที่ว่า

 

 

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร
ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา
ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง
หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
ยังคงหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทย
 

 

 

 

มากกว่าตัวบทแปลในละครที่ว่า

 

 

สุดมือ เอื้อมคว้าข้าจะฝัน
กล้าหาญ รานรบอริร้าย
ชีวิต จะปลิดปลดมิลดละง่าย
จะไป ถิ่นอันคนกล้ายังถอย

อะไร ชั่วแท้จะแก้ไข
อันไหน ถ้าใจรักสลักร้อย
แรงน้อย เหนื่อยอ่อนสู้มิรู้ถอยดั่ง
ใจหวัง จะลอยลิบหยิบดาว
จะไกลแค่ไหน ไม่เคยสิ้นหวัง
จะไม่มีหยุดยั้ง พลังฝันอันเร่งเร้า
ไม่ลังเลและขลาดเขลา สู่เป้าหมายอันใฝ่หา
อาจจะล้มเซถลามากี่ครั้งก็ยังรักยุติธรรม...
สิ่งดีงามจะค้ำจุนโลกไว้ ตายแล้วยังนอนตาหลับ
โลกจะดีกว่านี้ควรต้อนรับ ประทับใจทุกคนได้...
ผู้ทะนง เท่านั้นจึงจะมี
บาดแผลนี้ ถี่เป็นแถวแนวเลือดไหล
ความหวัง ที่ตั้งมั่นคือความฝันใฝ่
โลกจะสวย..ด้วยความฝันบินสู่...ฟ้า


อีกนะ ก็ดีทั้งสองอันแหละ แต่อันแรกมันดูฮึกเหิมมากกว่า อาจเป็นเพราะแต่งในสมัยประเทศไทยการเมืองเข้มข้น (และผ่านมาหลายสิบปี การเมืองไทยก็ยังข้นเข้มเหมือนเดิม) อันหลังนี่ออกจะมีความฝัน อุดมการณ์แทรกอยู่นิด ๆ

 

 

 

รายการต่อจากนี้เหรอ

....

คอนเสิร์ต บอย ป๊อด

Bitter Sweet

หวานอม ขมกลืน (ไม่ใช่ละ)

คาดว่ากว่าจะได้อัพไดหน้านี้ คงไปฟังมาเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายหลักคือพี่ป๊อดนั่นเอง ปัญหาหลักคือ ยังไม่ได้ซ้อมฟังเพลงเลย แต่เอาเถอะ ร้องไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

แอบคิดว่าอยากใส่ยูกาตะไปฟัง (เกี่ยวมั้ย ไม่เกี่ยวใช่ป่ะ แหม ก็อุตส่าห์หน้าร้อนนี่นา)

ไปปั่นหัวเพื่อนไว้แล้ว เพื่อนไม่ตกลงแฮะ

 

 

 

คอนเสิร์ตสาว ๆ ๆ พาวเวอร์พัฟเกิร์ล

(ก็ไม่ใช่อีก)

เป๊ก ออฟ ไอซ์

ไม่ได้ชอบสามสาวเป็นพิเศษ แค่อารมณ์อยากไปคอนเสิร์ตเท่านั้น ยังไม่ได้ซื้อบัตรเลย แต่ขอวันหยุดไว้แล้วล่ะ เป้าหมายคือซื้อตั๋วราคาต่ำสุด โธ่ ก็ตั๋วน้อง ๆ แพงนี่นา บัตรต่ำสุดเล่นไป 800 แน่ะ นิดนึงหรือเปล่า

 

 

 

ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิคัล

(อิฉันเตรียมตัวไปดูข้างหลังบี้เต็มที่)

อันนี้ดูรอบซับญี่ปุ่นค่ะ ด้วยเหตุผลเดียว มันถูกกว่ารอบอื่น

เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคุณน้ำมนต์แสดงด้วย อืม รวมคนเจ๋ง ๆ ไว้เพียบเลยนี่หว่า สมกับที่มีป๋าดันจริง ๆ (แอบแค้นนะเนี่ย เพราะข้างหลังภาพหรือเปล่า ทำให้ดอนกีโฮเต้ของอิฉันฉายแค่แป๊บเดียวก็ต้องลาโรงไป แบบต้องเอาโรงละครไปใช้ซ้อมข้างหลังบี้อะไรทำนองนั้น)

 

 

 

และที่กำลังคิดอยู่

โจโจ้ซัง

อยากไปดูน้องต้อลลลจังเล้ย

กำลังแอบกรี๊ดคนเดียว และยิ่งอเลิร์ตหนักเมื่อได้ดู MV เพลง ue o muite arukou ที่ออกมาในช่วงทานาบาตะ อู๊ยย น้องต้อลจ๋า ป้าใจละลายอีกแล้ว

 

 

 

ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อเพราะไม่ชอบโจโจ้ซัง

ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ af นะ ความจริงเคยเชียร์ลูกโป่งอยู่พักนึงด้วยซ้ำ (ตอนลูกโป่งตกรอบนี่เซ็งมาก) แต่ไม่ชอบตัวละครตัวนี้เท่านั้นเอง โอเค ตายเพื่อเกียรติมันก็ใช่ แต่มันเริ่มจากเจ๊แกไปหลงฝรั่งเองนี่นา

 

 

เหตุผลที่สองคือ มันเล่นเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ... อืม สงสัยจะขอวันหยุดไม่ได้แฮะ ... ถ้าเล่นวันธรรมดายังพอมีหวังมากกว่าเลย เอาวะ ถ้าลองคนมันได้ดู ก็ต้องได้ดูแหละ อย่าเพิ่งดิ้นรนเลย

 

 

 

 

 

<< งานแต่งคาโยะ

ขอบคุณสำหรับเอกสารนะคะ ^_^ อ่านแล้วเก็ทหลายอย่าง (แต่ไม่คิดสอบใหม่.. พอกันที) -_-;

kisara
 
15 ส.ค. 2551 เวลา 10:29 น.

เรื่องคอมเมนท์ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ
วันนั้น แก้วเขียนไม่เคลียร์เองล่ะ
(เข้าใจผิดไปหลายคนเลย)

สำหรับไดวันนี้ นั่งอ่านอย่างเมามันมาก
ชอบเวลาที่คุณหลารีวิว ดูมีหลายมุม ต่างไปจากนักวิจารณ์ทั่วๆไปดี

ทั้งนี้ ชอบเวลารีวิวหนังสือด้วยค่ะ เวลามองตัวละครก็มองแบบ เออ ... จริงแหะ เออ...ใช่ๆ เออ...ไม่เคยมองแบบนี้เลยอ่ะ

ไม่ใช่ว่าแปลกนะคะ แต่แบบ แก้วเป็นประเภท ดูผิวเผินอ่ะ ดูแล้วจบแล้วจบเลย (ไม่คุ้มค่าเงินอย่างยิ่ง)

วันนี้กะว่าจะไปกินทาคุมิ ถ้าไม่เจอรถติดจนเปลียนเส้นทางนะ เหอๆๆ (เคยทานละ ชอบตรงที่ไม่ต้องเดินนี่ล่ะ)


wataru
 
15 ส.ค. 2551 เวลา 10:47 น.

ดอน กีโฮเต้ รู้จักแต่ที่เคยทำเป็นการ์ตูนเด็กฉายตอนเช้าๆ เสาร์อาทิตย์ เนื้อหาเบาสบาย เลยพาลคิดไปว่าต้นฉบับจริงก็คงชวนหัวไม่แพ้กัน
อ่านรีวิวอื่นๆ เข้าแล้วถึงรู้สึกตัวว่าผิดถนัด

Cherie
 
15 ส.ค. 2551 เวลา 14:54 น.

โอ้วววววว

มันมาก



Thamonpatra
 
15 ส.ค. 2551 เวลา 23:57 น.

บทแปลอันที่สองนั่น ผมว่ามันแปลตรงตัวไปหน่อย มันกระจัดกระจาย ไม่ไพเราะเท่าที่ควรนะ

. . .

ผมไปดูบอยป๊อดมาด้วยล่ะ คืนที่สองนะ
ไม่ยักเห็นใครใส่ชุดยูกาตะมาดู ^_^

. . .

อาทิตย์หน้าขึ้นกทม.อีก ทีแรกว่าจะไปดูข้างหลังภาพ แต่ตั๋วเต็ม -''- เซ็งไปเลย

อาลิ้ม
 
16 ส.ค. 2551 เวลา 00:06 น.

◘ รอไม่ไหว เดี๋ยววันนี้จาไปหม่ำทาคุมิล่ะ

◘ นอกจากเขาจะเก่งแล้ว อีกสาเหตุที่เขาดังมาก และได้ไปเปิดการแสดงในต่างประเทศ อั๊สว่าก็น่าจะอยู่ที่การสื่อสารที่ไม่ต้องพูด ใช้ภาษากายนี่แหละ

เด็กมีปัญหา...เวลาหิว
 
16 ส.ค. 2551 เวลา 10:49 น.


โอว
ขยันกว่าพี่นะ
พี่ไปดูรอบเดียวกันนี่
แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้เขียนถึงเลย

ฮา

แต่ชอบมาก
ฮึกเหิมอ้ะ
ทั้งพลัง คนร้อง ดนตรี เสื้อผ้า หน้า ผม
คุ้มค่าจังเลย

แฮ่

แต่พี่ไม่เคยดู แบบที่เปนการ์ตูนนะ
เคยแต่อ่านจากฉบับแปล ที่มีขายในบ้านเรานี่แหละ (เล่มบะเริ่มเลย)

ว่าแล้วก็อยากได้มีโอกาสดูอีกเนอะ




แม่ไอ่ภู
 
17 ส.ค. 2551 เวลา 22:41 น.



ดอน กีโฆเต้ จ้อยเคยอ่านแต่ในหนังสือ ไม่เคยไปดูละครเรยอ่ะ

แอบนอกเรื่อง..

ตอนแรกอ่าน "ข้างหลังบี้"

นึกไปไกลลลลลล เลยล่ะ พี่หลาจี่


อิอิอิ